การปรับโครงสร้างของภาคการเงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐก

        1. ความอ่อนแอของโครงสร้างระบบการเงินไทยเป็นปัจจัยหลักของวิกฤติการณ์
ในปัจจุบันตลอดปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการมาเพื่อสร้างความมั่นคงและปรับโครงสร้าง
ของระบบการเงิน การดำเนินการที่ผ่านมามี ดังนี้
   (i) การกำหนดให้สถาบันการเงินทั้งหมดเพิ่มทุน ตามบันทึกความเข้าใจ ที่ทำไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย   (ii) การแทรกแซงสถาบันการเงินที่ไม่สามารถเพิ่มทุนเองได้ (6 ธนาคารพาณิชย์ และ 12 บริษัทเงินทุน ซึ่งได้รวมที่สั่งดำเนินการในวันนี้แล้ว) และการสั่งปิด 56 บริษัทเงินทุนซึ่งไม่อยู่ในฐานะที่ดำเนินการต่อไปได้ในเดือนธันวาคม 2540   (iii) การกำหนดมาตรฐานการจัดชั้นลูกหนี้และการกันสำรอง (Loan Classification and Provisioning Standard - LCP) ที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้สะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของสถาบันการเงิน และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล   (iv) การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ลงทุนต่างชาติในสถาบันการเงิน   (v) การก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยในการจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนที่ปิดดำเนินการ          มาตรการข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของมาตรการที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว เพื่อฟื้นฟูและดำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในระบบการเงินของไทย ในการดำเนินมาตรการเหล่านี้รัฐบาลได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอดว่าการปรับโครงสร้างทางการเงิน และการฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบการเงินของไทย เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

         2. อย่างไรก็ดี ภาวะทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคที่กำลังเสื่อมลง
ได้เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการปรับโครงสร้างระบบการเงินของไทย สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยลงมีผลกระทบทำให้คุณภาพสินทรัพย์ของสถาบันการเงินเสื่อมลงไปอีก ซึ่งทำให้มีธนาคารพาณิชย์
บางแห่งเท่านั้นที่สามารถเพิ่มทุนเองได้ ความตกต่ำอย่างมากของคุณภาพของลูกหนี้และรายรับ
อันสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำกำลังเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการเพิ่มทุนของสถาบัน
การเงิน ปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลให้สถาบันการเงินกำหนดเงื่อนไขในการให้กู้ยืมที่เข้มงวด ซึ่งทำให้
การฟื้นฟูเศรษฐกิจมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก

        3. ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของระบบการเงิน การปรับโครงสร้างในขั้นต่อไปนั้น จะเน้นหนักในองค์ประกอบดังต่อไปนี้    (i) การให้การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อช่วยในการปรับโครงสร้างของ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ยังเปิดดำเนินการอยู่    (ii) การให้แรงจูงใจเพื่อให้การเร่งรัดการประนอมหนี้ของธุรกิจและการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ดำเนินไปพร้อม ๆ กัน   (iii) การบริหารสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ   (iv) การเลิกกิจการ การควบกิจการ และการขายกิจการของธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุนที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้   (v) การจัดให้มีการแบ่งปันผลขาดทุนที่เสมอภาคกัน การจำกัดภาระของรัฐบาล และการป้องกันมิให้เกิดการเอาประโยชน์จากโครงการการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้   (vi) การสร้างเสริมการกำกับดูแลความมั่นคงให้แข็งแกร่งขึ้น และเร่งรัดให้มีการนำมาตรฐานสากลที่ดีที่สุดมาปฏิบัติ   (vii) การปรับโครงสร้างการบริหารของธนาคารของรัฐและการเตรียมการสำหรับการขายหุ้นให้เอกชนในที่สุด        4. แนวรัฐบาลแก้ไขปัญหาระบบการเงินนี้ จำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการที่ปรึกษาการ
ปรับโครงสร้างทางการเงิน (Financial Restructuring Advisory Committee - FRAC) เพื่อกำกับ
ดูแลการดำเนินงาน คณะกรรมการดังกล่าวซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับกลยุทธ์ใน
การดำเนินการทั้งหมด ทั้งนี้ การกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการนี้จะเสร็จสิ้นภายใน
สัปดาห์หน้า 
II การให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนโดยเงินของรัฐบาล        5. จากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นประกอบกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเพิ่มทุนจากภาคเอกชนรายใหม่แล้ว รัฐบาลจึงเห็นควรกำหนดแนวทางให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนไว้ 2 แนวทาง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะฟื้นฟูและ
คงไว้ ซึ่งความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของระบบการเงินของไทย และที่สำคัญที่สุดคือ การช่วยให้สถาบันการเงินสามารถทำหน้าที่ในการเอื้ออำนวยความเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดของการสนับสนุนนี้ปรากฏในภาคผนวก 1 และ 2
        6. รัฐบาลได้ตระหนักดีว่า การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือ
ของรัฐบาลจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีความรัดกุมให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะต้องสามารถเอื้ออำนวยการปรับโครงสร้าง และการควบรวมกิจการของสถาบันการเงิน และสามารถปกป้องเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอยไปมากกว่านี้ได้ด้วย
         7. ดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางไว้ 2 แนวทางในการจัดหาเงินทุนจากภาครัฐ เพื่อช่วยเหลือการเพิ่มทุนของสถาบันการเงิน (ซึ่งในที่นี้หมายถึงธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน
ที่จดทะเบียนในประเทศไทย) ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ และเพื่อช่วยเหลือ
ให้สถาบันการเงินสามารถกลับไปดำเนินธุรกิจตามปกติได้อย่างมั่นคง แนวทางหนึ่งจะเป็นการเร่งรัดการเข้ามาเพิ่มทุนของภาคเอกชน ส่วนอีกแนวทางหนึ่งจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุนและแรงจูงใจ เพื่อเร่งขบวนการประนอมหนี้และการให้กู้รายใหม่ โดยทั้งสองแนวทางดังกล่าวคำนึงถึมาตรการป้องกันที่ความเสียหายของรัฐไว้แล้ว
การให้ความช่วยเหลือด้านเงินกองทุนชั้นที่ 1          8. วัตถุประสงค์ : รัฐบาลจะช่วยเพิ่มทุนเพื่อรองรับสินทรัพย์ที่ดีของธนาคารพาณิชย์
โดยในขั้นแรกธนาคารพาณิชย์จะต้องกันสำรองตามเกณฑ์การจัดชั้นและกันสำรองที่ต้องปฏิบัติ
ภายในปี 2543 โดยทันที การปฏิบัติเช่นนี้ ถึงแม้จะต้องทำให้มีภาระการกันสำรองเกิดเพิ่มขึ้น
ในทันที แต่ก็เป็นการขจัดความไม่แน่นอนที่เกิดจากหนี้สูญ และยังเป็นการวางรากฐานในการ
นำไปสู่การดำเนินธุรกิจตามปกติอีกด้วย
         9. มาตรการป้องกัน : มาตรการป้องกันความเสียหายภายใต้แนวทางนี้จะรวมถึงการกำกับดูแลในประเด็นต่อไปนี้คือ ประเด็นที่ 1 ผู้ถือหุ้นเดิมต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระที่เกิดจากการที่จะต้องกันสำรองให้เป็นไปตามเกณฑ์การจัดชั้นและการกันสำรองที่ใช้ในปี 2543 ประเด็นที่ 2 การเพิ่มทุนใหม่โดยเงินของรัฐบาลและภาคเอกชนจะมีบุริมสิทธิ์เหนือกว่าผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อให้แน่ใจว่า
ผู้ถือหุ้นเดิมจะยังเป็นคนแรกที่ต้องรับภาระในความเสียหายที่เกิดจากสินทรัพย์เดิม ประเด็นที่ 3 รัฐบาลหรือผู้ลงทุนรายใหม่มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารชุดเดิมได้ ประเด็นที่ 4 รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ กับสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบในแผนการปรับโครงสร้างแล้ว
         10. รูปแบบวิธีการเพิ่มทุน : การชำระเงินเพิ่มทุนภายใต้แนวทางนี้ รัฐบาลจะทำได้โดยวิธีออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่สามารถซื้อขายได้ และอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้ :           (1) ภายหลังจากการกันสำรองจนเต็มจำนวน และได้ตัดหนี้สูญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่ำกว่าร้อยละ 2.50 รัฐบาลจะเตรียมพร้อม
เพื่อเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินดังกล่าว จนมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงสุด
ไม่เกินร้อยละ 2.50
           (2) เมื่อผ่านเกณฑ์ข้างต้นแล้ว รัฐบาลจะเตรียมพร้อมเพื่อเพิ่มทุนให้กับเงินกองทุน
ชั้นที่ 1 อีกจำนวนหนึ่งไม่เกินจำนวนเงินทุนที่เพิ่มโดยผู้ลงทุนภาคเอกชน
รัฐบาลจะสนับสนุนความพยายามของสถาบันการเงินที่จะเพิ่มทุนให้สูงเกินกว่าอัตรา
ขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินมีเงินทุน ที่จำเป็นสำหรับการกันสำรองและ
ให้กู้ยืมอย่างพอเพียง
การให้ความช่วยเหลือด้านเงินกองทุนชั้นที่ 2         11. วัตถุประสงค์ การให้ความช่วยเหลือนี้จะเป็นสิ่งจูงใจให้มีการประนอมหนี้ของ
ภาคธุรกิจ โดยวิธีการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2
         12. มาตรการป้องกัน มาตรการป้องกันจะรวมถึงการกำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ต้องมีการทำข้อตกลงการประนอมหนี้ที่มีผลตามกฎหมายระหว่างสถาบันการเงินและลูกหนี้ โดยสถาบันการเงินที่ขอความช่วยเหลือต้องสามารถแสดงให้ ธปท. เห็นชอบว่าลูกหนี้ดังกล่าวจะสามารถชำระเงินกู้ได้ตามเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดเกี่ยวกับการประนอมหนี้ภาคธุรกิจ ซึ่งกำหนดให้ผู้กู้ต้องสามารถชำระหนี้ได้ติดต่อกัน 3 งวดหรืออย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้ ธปท. สงวนสิทธิในการตรวจสอบสัญญาประนอมหนี้ในภายหลังได้ตลอดเวลา

         13. รูปแบบวิธีการเพิ่มเงินทุน รูปแบบวิธีการเพิ่มเงินทุนจะอยู่ในรูปการแลกเปลี่ยน
พันธบัตรรัฐบาลที่ไม่สามารถขายต่อได้ (nontradable) กับหุ้นกู้ของสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์
ดังนี้คือ

      (I) เงินกองทุนชั้นที่ 2 ที่จะเพิ่มขึ้น จะคิดจากส่วนสูญเสียของสถาบันการเงินจากการประนอมหนี้ส่วนที่เกินกว่าสำรองที่กันไว้แล้ว บวกด้วยร้อยละ 20 ของเงินให้กู้ยืมที่เพิ่มขึ้นสุทธิแก่ภาคเอกชน

      (II) สถาบันการเงินแต่ละแห่งสามารถขอความช่วยเหลือได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของสินทรัพย์เสี่ยงถ่วงน้ำหนักของสถาบันการเงิน และไม่เกินร้อยละ 1 สำหรับการให้กู้ยืมเพิ่มใหม่

      (III) สัญญาประนอมหนี้สัญญาใดสัญญาหนึ่งจะต้องได้รับความช่วยเหลือไม่เกินร้อยละ 10 ของวงเงินช่วยเหลือทั้งหมดที่สถาบันการเงินได้รับ และ 

      (IV) เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้มีการประนอมหนี้ของภาคธุรกิจ และเพื่อเพิ่มการให้กู้ยืมใหม่ โดยการเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2 จะลดลงเป็นลำดับ
เนื่องจากโครงการนี้ใช้หลักเกณฑ์ทางธุรกิจ จึงจะไม่ก่อเกิดภาระในระยะยาว
        14. มาตรการจูงใจเพิ่มเติม สถาบันการเงินที่ปฏิบัติตามเกณฑ์การจัดชั้นและกันสำรองในปี 2543 ทันทีจะได้รับการผ่อนผันให้ตัดจำหน่ายส่วนสูญเสียที่เกิดจากการประนอมหนี้ยาวขึ้นเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระในการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินได้สักระยะหนึ่งIII การเปลี่ยนแปลงมาตรการกำกับดูแล        15. เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย
จะออกกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับองค์ประกอบของเงินกองทุนตามเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนโดยรวมจะคงอยู่ที่ร้อยละ 8.5 สำหรับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากล (BIS) เล็กน้อย และร้อยละ 8 สำหรับบริษัทเงินทุน การเปลี่ยนเกณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล (BIS) จะช่วยทำให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 นอกจากนั้น ให้สามารถนับการสำรองสำหรับสินเชื่อปกติที่ต้องดำรงในอัตราร้อยละ 1 เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ได้ตามมาตรฐานสากล (BIS)
IV การเอื้ออำนวยการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เอกชน (บบส. เอกชน)        16. รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อให้สถาบันการเงินมีความคล่องตัวมากที่สุดในการจัดการกับสินทรัพย์ไม่ดี และสามารถปรับโครงสร้างในงบการเงินของสถาบันการเงินในขณะเดียวกัน รัฐบาลจึงสนับสนุนให้สถาบันการเงินจัดตั้ง เพิ่มทุน และหาเงินทุนสำหรับบริษัทบริหารสินทรัพย์เอกชน (บบส. เอกชน) บบส. เอกชนจะถือเป็นสถาบันการเงินเพื่อให้สามารถระดมทุน (ยกเว้นการรับฝากเงิน) และปล่อยกู้ (เฉพาะกับลูกหนี้เดิม) และสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม โดยรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สถาบันการเงินสามารถโอนสินทรัพย์ไปที่ บบส. เอกชน โดยไม่มีอุปสรรคด้านกฎหมาย ภาษี และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
ที่เกิดจากการโอน สินทรัพย์ไปที่ บบส. เอกชน จะได้รับการยกเว้น สถาบันการเงินจะต้องจัดทำ
งบการเงินรวมกับ บบส. ของตนเองด้วย ในกรณีที่สถาบันการเงินนั้นถือหุ้นใน บบส. เอกชน
เกินร้อยละ 50 ธปท. จะออกกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการดำเนินงานของ บบส. เอกชนในเร็ว ๆ นี้
V การแก้ไขปัญหา 4 ธนาคารที่รัฐบาลเข้าแทรกแซง

         17. ธนาคารทั้ง 4 แห่งที่รัฐบาลเข้าแทรกมีเงินกองทุนที่ต่ำและมีจำนวนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมาก เมื่อคำนึงถึงภาระที่เกิดกับรัฐบาล รัฐบาลเชื่อว่ากลยุทธ์ที่ใช้ในการกำหนดมาตรการการแก้ปัญหาของธนาคารทั้งสี่ควรคำนึงถึงหลักการดังต่อไปนี้

        ใช้เงินของรัฐบาลให้ได้ประโยชน์สูงสุด          ลดค่าเสียหาย          เพื่อเปิดโอกาสให้มีการรวมกิจการในระบบธนาคารพาณิชย์         เปิดโอกาสให้มีการลงทุนของนักลงทุนของทั้งในและต่างประเทศ         การให้มีความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส         การเพิ่มความมั่นใจในระบบธนาคารพาณิชย์         การให้มีความต่อเนื่องกับแผนการเพิ่มทุน           เมื่อยึดตามหลักการดังกล่าวข้างต้นและการให้คำปรึกษาของบริษัทวานิชธนกิจต่างชาติแห่งหนึ่ง รัฐบาลได้กำหนดมาตรการแก้ปัญหาดังนี้         18. ธนาคารศรีนคร (BMB) และธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) BMB และ SCIB จะถูกเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนที่สนใจ ในการเตรียมการสำหรับการขาย ธนาคารทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การกันสำรองที่กำหนดให้ปฏิบัติภายในปี 2543 ให้เสร็จก่อน โดยจะให้เพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นทุน ทั้งนี้ ผู้ลงทุนรายใหม่สามารถเสนอซื้อธนาคารได้ถึงร้อยละ 100 และรับโอนสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งรวมทั้งสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ด้วย อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะรับเฉลี่ยผลเสียหายของสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ รวมทั้งรับประกันผลตอบแทนเพื่อชดเชยภาระหนี้สินด้วย โดยผู้ลงทุนรายใหม่ต้องเสนอแนวทางการเฉลี่ยผลเสียหาย และการประกันผลตอบแทนที่ต้องการในการยื่นข้อเสนอ ทั้งนี้คาดว่าขั้นตอนการขายและการโอนกิจการให้ผู้ลงทุนรายใหม่ จะแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2541         19. ธนาคารมหานคร (FBCB) FBCB จะถูกรวมกับธนาคารกรุงไทย ภายใต้ข้อตกลงการเฉลี่ยผลเสียหาย เช่นเดียวกับการประมูลขายธนาคารทั้งสองที่กล่าวข้างต้น ข้อเสนอรวมกิจการของ FBCB กับธนาคารกรุงไทยเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่เครือข่ายของธนาคารทั้งสองมีลักษณะที่เกื้อหนุนกัน ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยจะเข้าครอบครองสำนักสาขา ทั้งหมดของ FBCB และจะมีสิทธิในการพิจารณาขายสาขาเหล่านี้ก็ได้

         20. ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ (BBC) สินทรัพย์และหนี้สินที่ดีทั้งหมดของ BBC จะถูกโอนไปที่ธนาคารกรุงไทย พนักงานของ BBC เครือข่ายสาขาและสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จะยังคงอยู่ที่ BBC ซึ่งจะแปรสภาพเป็นสถาบันการเงินพิเศษที่มีกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นเจ้าของกองทุนฟื้นฟูฯ จะเป็นผู้พิจารณาแผนการดำเนินการกับ BBC ภายในสิ้นปี 2542 โดยเป้าหมายของการดำเนินการคือ

    (I) การบริหารหนี้ NPL ให้มีอัตราชำระคืนได้สูงสุด

    (II) การดำเนินการที่เกี่ยวกับพนักงาน และ

    (III) การดำเนินการปิดและขายสำนักงานสาขาVI การปรับโครงสร้างการบริหารงานของธนาคารกรุงไทย          21. โดยที่ธนาคารกรุงไทย (KTB) จะมีบทบาทสำคัญในการควบรวมธนาคารมหานครและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะปรับโครงสร้างและเพิ่มทุนให้กับ KTB โดยมีเป้าหมายที่จะเตรียมการแปรรูป KTB ในอนาคต ทั้งนี้ KTB จะดำเนินการตามแผนการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการใหม่ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2541
โดยให้มีกรรมการจากภาครัฐบาลเพียงคนเดียว พร้อมนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการบริหารใหม่ด้วย
โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอกจะเป็นผู้เตรียมแผนการปรับโครงสร้างการบริหารงานอย่างครบถ้วนภายใน
สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2541 ซึ่งแผนการนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ก่อนการเพิ่มทุนของ KTB ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันสำรองปี 2543
VII แนวทางการแก้ไขปัญหาธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบริษัทเงินทุน 5
บริษัทที่รัฐบาลเข้าแทรกแซง
         22. เพื่อป้องกันมิให้เกิดการใช้เงินของรัฐบาลในการพยุงฐานะของสถาบันการเงินที่
ไม่อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้เข้าแทรกแซงธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบริษัทเงินทุนที่มีปัญหา จำนวน 5 บริษัท สถาบันการเงินเหล่านี้ไม่อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการต่อไปได้ตามมาตรฐานของ ธปท. และไม่สามารถเพิ่มทุนใหม่ได้ การเข้าแทรกแซงจึงเป็นความจำเป็นที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สั่งให้สถาบันการเงินดังกล่าวลดทุนและลดราคาที่ตราไว้ของหุ้นสามัญให้เหลือเพียง 1 สตางค์ต่อหุ้น
         23. รัฐบาลได้จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาสำหรับสถาบันการเงินที่รัฐบาลเข้าแทรกแซง
แห่งใหม่ ซึ่งจะทำให้ภาคการเงินมีความแข็งแกร่งขึ้น ธนาคารสหธนาคารและบริษัทเงินทุนที่รัฐบาลเข้าแทรกแซงใหม่จะไปรวมกับ บงล.กรุงไทยธนกิจ และบริษัทเงินทุน 7 แห่ง ที่ถูกแทรกแซงก่อนหน้านี้ สำหรับธนาคารแหลมทองจะควบรวมกับธนาคารรัตนสิน แม้ว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มสัดส่วนของรัฐบาลในระบบธนาคารพาณิชย์ขึ้นอีก แต่รัฐบาลยังคงมีเจตนารมณ์ที่จะหาผู้ร่วมทุนให้แก่ธนาคารรัตนสิน และจะแปรรูปธนาคารกรุงไทย และ บงล. กรุงไทยธนกิจเป็นสถาบันการเงินเอกชนต่อไป
     การจัดหาเงินทุนเพื่อการปรับโครงสร้างสถาบันการเงิน         24. ที่ผ่านมากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้ให้การช่วยเหลือทางการเงินในการฟื้นฟูสถาบัน
การเงิน เงินที่กองทุนฯ ได้ให้กู้ยืมกับสถาบันการเงินต่าง ๆ บางส่วนจะถูกแปลงเป็นหุ้นทุนเพื่อเป็น
การเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินนั้น ๆ รัฐบาลได้ประกาศที่จะรับผิดชอบผลขาดทุนที่เกิดขึ้นกับ
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ อย่างเต็มที่ โดยจะเปลี่ยนเป็นหนี้สินของรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีแก้ไขปัญหาหลักภายใต้แผนการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่ได้รับความเห็นชอบจาก IMF และประเทศอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกกองทุนแล้ว และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกประเทศที่มีปัญหาทางด้านสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลได้เริ่มออกพันธบัตรแล้วสำหรับหนี้สินในส่วนนี้
         25. ภาระหลักของการปรับโครงสร้างสถาบันการเงินนั้น ส่วนหนึ่งจะได้รับการชดเชยจากการฟื้นฟูของสินทรัพย์ เงินปันผลและดอกเบี้ยรับจากสถาบันการเงิน เงินที่ได้จากการแปรรูปเป็นเอกชน และการฟื้นฟูของเศรษฐกิจในที่สุด อย่างไรก็ดี เป็นที่ตระหนักกันดีว่า อาจมีภาระที่เหลืออยู่จำนวนมากซึ่งรัฐบาลต้องแบกรับไว้ โดยในขั้นแรกรัฐบาลได้ตกลงที่จะออกพันธบัตร 500,000 ล้านบาท ส่วนสูญเสียที่เหลือจะตัดเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในอีก 2 ปีข้างหน้า         26. จากการหารือร่วมกับ IMF รัฐบาลได้ประเมินภาระของภาครัฐในระยะปานกลาง หนี้สินภาครัฐของประเทศไทยมีจำนวนค่อนข้างต่ำตามมาตรฐานสากล แม้ว่าขณะนี้การประเมินภาระของภาครัฐในการปรับโครงสร้างรัฐบาลเงินอาจยังไม่สามารถทำได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อรวมภาระที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างทั้งหมดแล้ว จะเป็นผลให้หนี้สินภายในประเทศของรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากใน 2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี หนี้สินของภาครัฐจะยังคงต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีรายได้ระดับกลางอื่น ดังนั้นเศรษฐกิจประเทศไทยจะทรงตัวอยู่ได้ ภายใต้สภาวะที่ตกต่ำในปัจจุบัน และจากเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตลอดจนมูลค่าของสินทรัพย์ที่ฟื้นตัวขึ้น IX การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและการกำหนดเกณฑ์ในการปฏิบัติ         27. จะมีการเสนอการแก้ไขกฎหมายต่อรัฐสภา ในเรื่องต่อไปนี้     - การออก พันธบัตรรัฐบาลจำนวน 3 แสนล้านบาท สำหรับใช้เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนชั้นที่ 2 ในการเพิ่มทุน และรวมถึงการเตรียมจัดสรรค่าใช้จ่ายของรัฐบาล เมื่อกองทุนฟื้นฟูฯ เกิดผลขาดทุนโดยการออกพันธบัตรเพิ่มเติม     - การแก้ไขกฎหมายการธนาคารพาณิชย์เพื่อให้สามารถจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (private AMCs) ได้      - การแก้ไขกฎหมายการธนาคารพาณิชย์เพื่อรองรับการควบรวมกิจการ รวมถึง
การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากร และข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 

edit @ 17 Aug 2009 15:42:58 by ศิริชัย ผ่องภิรมณ์

Comment

Comment:

Tweet